การเปิดเสรีค่าคอมมิชชั่น เหตุผล กลไก และผลลัพธ์ที่พึงปรารถนา

       ระหว่างปี พ.ศ. 2553-2555 ตลาดหุ้นไทยจะก้าวเข้าสู่การเปิดเสรีอย่างเต็มตัว ทั้งในส่วนของตัวตลาด
หลักทรัพย์เอง และในส่วนของบริษัทสมาชิก (บริษัทหลักทรัพย์) ตามแผนพัฒนาตลาดทุนและ นโยบายของสำนัก
งานคณะกรรมการ กำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ในส่วนของการเปิดเสรีธุรกิจหลักทรัพย์ การเปิด เสรีค่าธรรมเนียมในการซื้อขายหลักทรัพย์ (ค่าคอมมิชชั่น) เป็นมาตรการสำคัญที่ ก.ล.ต. ได้เริ่มดำเนินการแล้ว
อย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยปีนี้ (2553) จะเป็นปีแรกที่ใช้ระบบค่าคอมมิชชั่นแบบขั้นบันได จะเปิดเสรีเต็มที่ในปี
2555

        ถ้าเปรียบเทียบธุรกิจหลักทรัพย์ไทยกับต่างประเทศ อัตราค่าคอมมิชชั่นขั้นต่ำของไทยก่อนเปิดเสรีที่ 0.25% นั้นค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับอัตราเฉลี่ยทั่วโลก ซึ่งอยู่ที่ 0.1653% เท่านั้น (บริษัท Elkins McSherry ประเมินตัว
เลขนี้จากตลาดหลักทรัพย์ 60 แห่งทั่วโลก) แปลว่าบริษัทหลักทรัพย์มี "ผลตอบแทนส่วนเกิน" สูงกว่าถ้ารัฐปล่อย
ค่าคอมมิชชั่น ให้เป็นไปตามกลไกตลาด

          นอกจากจะได้รับผลตอบแทนส่วนเกินจากระบบค่าคอมมิชชั่นขั้นต่ำแล้ว บริษัทหลักทรัพย์ไทยยังได้รับการ
อุดหนุน ค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจบางรายการที่บริษัทในตลาดหุ้นที่พัฒนากว่าไม่ได้รับ ยกตัวอย่างเช่น ตลท. สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการทำกิจกรรมส่งเสริมการขาย พัฒนาเทคโนโลยีระบบการซื้อขายหลักทรัพย์ ตลอดจนผลิต และเผยแพร่สื่อเกี่ยวกับการลงทุนในตลาดหุ้น ทำให้บริษัทหลักทรัพย์ไทยมีค่าใช้จ่ายเหล่านี้น้อยมาก ขณะที่บริษัท หลักทรัพย์ทั่วโลกเฉลี่ยมีค่าใช้จ่ายเหล่านี้สูงถึงร้อยละ 25 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด

         ผลตอบแทนส่วนเกินจากระบบคอมมิชชั่นขั้นต่ำในอดีต ประกอบกับการได้รับการอุดหนุนค่าใช้จ่ายที่กล่าว
ไปแล้วข้างต้น ส่งผลให้บริษัทหลักทรัพย์ไทยได้กำไรสูงกว่าบริษัทหลักทรัพย์เฉลี่ยทั่วโลก โดยมีอัตรากำไรสุทธิ
ถึงร้อยละ 20-22 ระหว่างปี 2548-2550 (ก่อนที่ตลาดหุ้นไทยและทั่วโลกจะดิ่งเหวจากวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ในครึ่ง
ปีหลังของปี 2551) ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์ทั่วโลกมีกำไรสุทธิเฉลี่ยเพียงร้อยละ 10-12 เท่านั้น

         เมื่อคำนึงว่าบริษัทหลักทรัพย์ไทยมี "แต้มต่อ" ค่อนข้างมาก จากกฎเกณฑ์ที่เอื้อประโยชน์และเงินอุดหนุน
ที่เอื้ออำนวย การเปิดเสรีค่าคอมมิชชั่นก็น่าจะกระตุ้นให้บริษัทหลักทรัพย์แข่งกันด้านราคา เท่ากับเป็นการโอน
"ผลตอบแทนส่วนเกิน" ของบริษัทหลักทรัพย์บางส่วนมาสู่มือนักลงทุนในรูปของค่าคอมมิชชั่นที่ลดลงแต่การเปิด
เสรีค่าคอมมิชชั่น ก็ทำให้หลายคนเป็นห่วงว่า ในระยะยาวการเปิดเสรีอาจส่งผลเสียมากกว่าผลดีหรือไม่ ในบรรดา
ข้อกังวลเหล่านี้ มีสองข้อที่ผู้เขียนคิดว่ามีเหตุมีผลและชี้ให้เห็นความสำคัญของกฎกติกาและนโยบายทางการได้
เป็นอย่างดี ได้แก่ ข้อกังวลเรื่องอำนาจผูกขาดของบริษัทหลักทรัพย์ และเรื่องปริมาณและคุณภาพของบทวิเคราะห์
หลักทรัพย์

          ข้อกังวล #1 : การแข่งขันลดค่าคอมมิชชั่นที่รุนแรง จะทำให้บริษัทหลักทรัพย์จำนวนมากอยู่ไม่ได้จนต้อง
ขายหรือล้มเลิกกิจการไป ทำให้บริษัทหลักทรัพย์ที่เหลืออยู่มีน้อยราย จนมีอำนาจเหนือตลาด ตลาดหุ้นไม่มี ประ
สิทธิภาพเท่ากับที่ควรจะเป็น ผู้เขียนคิดว่าข้อกังวลข้อนี้ไม่น่ากังวลเท่าไรนัก เพราะที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทย
อาจมีบริษัทหลักทรัพย์มากเกินไปก็ได้ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับจำนวนนักลงทุนรายย่อย ที่ส่งคำสั่งซื้อขายอย่าง
น้อยเดือนละครั้ง ซึ่งมีเพียง 110,000 รายเท่านั้น

          ในเมื่อบริษัทหลักทรัพย์อาจมีจำนวนมากเกินควรก่อนเปิดเสรี ถ้าบริษัทหลักทรัพย์จะลดลงบ้างหลังเปิดเสรีก็
ไม่แปลกอะไร ถึงจะเหลือจำนวนน้อยจริงๆ อาทิเช่น เหลืออยู่ 10 บริษัท (ปัจจุบันมี 40 บริษัท) แต่ค่าคอมมิชชั่น
เฉลี่ยทั้งตลาดลดลงมาใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยโลก ก็น่าจะแปลว่าบริษัทหลักทรัพย์ได้แข่งขันกันอย่างเต็มที่แล้ว แต่
สภาพตลาดรองรับบริษัทหลักทรัพย์ได้แค่นี้จริงๆ ตลาดที่มีประสิทธิภาพ ไม่ได้แปลว่าเป็นตลาดที่ ผู้เล่นทุกราย จะ
ต้องอยู่รอดปลอดภัยเสมอ แต่ในทางกลับกัน ถ้าจำนวนบริษัทหลักทรัพย์ลดลง จนทำให้มีอำนาจเหนือตลาด ค่า
คอมมิชชั่นเฉลี่ยสูงกว่าเดิม ในกรณีนั้นเราก็ควรเป็นกังวล เพราะมันไม่ใช่ผลลัพธ์ที่พึงปรารถนา แต่ผู้เขียนคิดว่า
กรณีนั้นไม่น่าจะเกิดขึ้น เพราะตลาดหุ้นไทยยังมีขนาดเล็ก มีโอกาสเติบโตอีกมากโดยเฉพาะด้านจำนวนนักลงทุน น่าจะดึงดูดให้บริษัทหลักทรัพย์รายใหม่เข้ามาแข่งขันในตลาด

           การเปิดเสรีค่าคอมมิชชั่นยังเป็นการบังคับกลายๆ ให้บริษัทหลักทรัพย์แต่ละรายไปครุ่นคิดว่าจะ "แยกส่วน"
(unbundle) บริการต่างๆ ออกมาหรือไม่ อย่างไร และจะตั้งราคาบริการแต่ละประเภท (อาทิเช่น ส่งคำสั่งซื้อขาย
บทวิเคราะห์ ส่งข้อมูลผ่านมือถือ ฯลฯ) อย่างไร จากที่เมื่อก่อนไม่ต้องคิดเรื่องนี้มาก เพราะคอมมิชชั่นขั้นต่ำ 0.25% ครอบคลุมต้นทุนบริการทุกประเภทโจทย์เรื่องการแยกส่วนบริการน่าจะกระตุ้นให้บริษัทหลักทรัพย์เร่งหาวิธีสร้าง
ความแตกต่างจากคู่แข่ง แทนที่จะแข่งกันตัดราคาอย่างเดียวแบบที่ทำในปี 2543-2544 ตอนที่ ก.ล.ต. เปิดเสรี
ครั้งแรก ขาดทุนกันทั้งตลาดจนต้องเลิกเปิดเสรี บริษัทหลักทรัพย์แต่ละเจ้าต้องค้นหาศักยภาพของตัวเอง และ ตีโจทย์ความต้องการของลูกค้าให้แตก บางเจ้าอาจผันตัวเองไปทำแต่การส่งคำสั่งซื้อขายอย่างเดียว แบบที่ต่าง
ประเทศเรียกว่า "โบรกเกอร์ส่วนลด" (discount broker) บางเจ้าอาจให้บริการซื้อขายผ่านอินเทอร์เน็ตอย่างเดียว บางเจ้าอาจเน้นการคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อาทิเช่น ตราสารอนุพันธ์ บางเจ้าที่มีชื่อเสียงด้านบริการเต็มรูปแบบ
(full-service broker) อาจทำแบบเดิมแต่เจาะตลาดเฉพาะลูกค้ารายใหญ่เป็นหลัก

          ทั้งหมดนี้หมายความว่า ถึงแม้ว่าบริษัทหลักทรัพย์อาจมีจำนวนลดลงจริงหลังเปิดเสรี ตลาดโดยรวมก็น่าจะ
ดีขึ้น นักลงทุนได้ประโยชน์จากค่าคอมมิชชั่นเฉลี่ยที่ลดลงได้รับผลิตภัณฑ์และบริการที่หลากหลายมากขึ้นจาก
บริษัทที่มีความแตกต่างกันมากกว่าเดิม

          ข้อกังวล #2 : การแข่งขันด้านราคาที่เข้มข้นระหว่างบริษัทหลักทรัพย์หลังเปิดเสรีอาจส่งผลให้ปริมาณและ
คุณภาพของ บทวิเคราะห์หลักทรัพย์ถดถอย เพราะบริษัทต่างพยายามลดต้นทุน ผู้เขียนคิดว่าข้อกังวลข้อนี้น่ากังวล
กว่าข้อแรก เพราะบทวิเคราะห์หลักทรัพย์เป็นข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์ แต่ในเมื่อบริการนี้เป็นต้นทุนก้อนใหญ่
ของบริษัทหลักทรัพย์ รัฐจึงอาจมีเหตุผลที่จะแทรกแซง เพื่อสนับสนุนให้มีการผลิตบทวิเคราะห์หลักทรัพย์ โดยเฉพาะหุ้นของบริษัทขนาดกลางและเล็กที่มักจะถูกละเลย เพราะมีมูลค่าการซื้อขายไม่สูงมาก

การสนับสนุนของรัฐอาจอยู่ในรูปของเงินอุดหนุนแบบที่กองทุนเพื่อการพัฒนาตลาดทุนของมาเลเซียทำ วิธีนี้จะเป็น การแก้ปัญหาที่ตรงจุดและเท่าเทียมกัน มากกว่าการกระตุ้นให้บริษัทหลักทรัพย์ผลิตบทวิเคราะห์หลักทรัพย์ที่มีการซื้อ
ขายสูงสุดของตัวเอง แบบที่ ก.ล.ต. กำลังทำอยู่ เพราะวิธีของ ก.ล.ต. นอกจากจะเป็นการซ้ำเติมภาระต้นทุนของ
บริษัทหลักทรัพย์แล้ว ยังแก้ปัญหาไม่ตรงจุดเพราะนักลงทุนหลายคนชอบเล่นหุ้นหวือหวาก็เพราะว่ามันหวือหวา ไม่
อ่าน และไม่มีวันอ่านบทวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานของหุ้นเหล่านั้น ทำให้บริษัทจดทะเบียนขนาดเล็กและกลางพื้นฐานดี
อีกจำนวนมากต้องถูกละเลยต่อไป ไม่มีใครเขียนบทวิเคราะห์ให้ เพียงเพราะไม่ได้เป็นหุ้นหวือหวาที่ติดอันดับการซื้อ
ขายสูงสุด


รู้ทันตลาดทุน : สฤณี อาชวานันทกุล

 
hit counter