ราคาทองคำ อดีต ปัจจุบัน อนาคต

           นับตั้งแต่ปี 2545 เป็นต้นมาราคาทองคำในตลาดโลกและราคาทองคำในบ้านเราปรับตัวสูงขึ้นและ ต่อเนื่องต้นปี 2551 ราคาทองคำแท่งใน ตลาดโลกสูงสุดเป็นประวัติการณ์คือมีราคามากกว่า 1,000ดอลลาร์
สหรัฐต่อออนซ์ เช่นเดียวกับราคาทองคำแท่งซื้อขายในบ้านเรามีราคามากกว่า 15,000 บาทต่อทองหนัก 1 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ไม่ เคยมีใครคาดคิดมาก่อน ตลาดซื้อขายทองคำทั่วโลกมีความคึกคัก เช่นเดียวกันตลาดทองคำ ในประเทศไทยคนไทย เริ่มตื่นตัวลงทุนในทองคำมากขึ้นสื่อมวลชนมีการนำเสนอรายการที่กล่าวถึงการลงทุนใน ทองคำและมีข้อแนะนำ การกระจายการถือครองสินทรัพย์ในรูปทองคำให้กับประชาชน มีการตั้งกองทุนเพื่อลงทุน ในทองคำ และล่าสุดได้มี การจัดตั้งตลาดซื้อขายทองคำล่วงหน้า ถึงแม้ว่าจะเกิดวิกฤตการเงินในประเทศ สหรัฐอเมริกา ตั้งแต่กลางปี 2551 เป็นต้นมา ทำให้ราคาสินทรัพย์ทุกอย่างลดลง นับตั้งแต่ ราคาอสังหาริมทรัพย์ ราคาหุ้น ตราสารหนี้ และราคาน้ำมัน ความเชื่อมั่นในภาวะเศรษฐกิจและสถาบันการเงินลดลง ภาวะเศรษฐกิจของ ประเทศทั่วโลกเข้าสู่ภาวะถดถอยและ กำลังมุ่งไปสู่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ แต่ทองคำเป็นสินทรัพย์ประเภทเดียว ที่ราคายังคงปรับตัวสูงขึ้น แม้จะชะลอตัวลง บ้างก็ตาม ปรากฏการณ์เช่นนี้ เป็นเครื่องยืนยันว่า ทองคำเป็นแหล่ง ที่พึ่งพาและเป็นแหล่งหลบภัยทางการเงิน การสะสมความมั่งคั่งของสินทรัพย์ทางการเงินในรูปแบบต่างๆ มีความเสี่ยง ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ สุดในการสะสมความมั่งคั่งขณะเดียวกันก็มี สภาพคล่องคือ
เปลี่ยนเป็นเงินได้โดยง่ายและมูลค่าไม่ลดลง ดังนั้น ทองคำ จึงเป็นสินทรัพย์ที่ทุกคนต้องการถือครองในภาวะ ที่มีความไม่แน่นอนและการผันผวนทางเศรษฐกิจ

          อย่างไรก็ตาม มีข้อเท็จจริงที่ยากที่จะปฏิเสธคือ การลงทุนในสินทรัพย์ทุกประเภท รวมทั้งทองคำมีความ เสี่ยง ดังนั้น เราจึงควรหาความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับราคาทองคำให้มากขึ้น วัตถุประสงค์หลักของบทความนี้ คือนำเสนอพัฒนาการเกี่ยวกับราคาทองคำในอดีตและปัจจุบัน รวมทั้งสรุปถึงปัจจัยที่กำหนดการเคลื่อนไหวของ ราคาทองคำทั้งนี้เพื่อให้เราเข้าใจการขึ้นลงของราคาทองคำและเห็นทิศทางของการเปลี่ยนแปลงราคาทองคำ
ในอนาคต โดยแบ่งเนื้อหาเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกกล่าวถึงพัฒนาการของการเปลี่ยนแปลงของราคาทองคำใน ตลาดโลกในช่วง 60 ปีที่ผ่านมาคือนับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลงถึงปัจจุบัน ส่วนที่สองกล่าวถึง แนวโน้มของราคาทองคำในอนาคต

ราคาทองคำในอดีต
           การกล่าวถึงราคาทองคำในอดีตจะแบ่งเป็น 2 ช่วง ช่วงแรก คือหลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง คือตั้งแต่ปี 2490 จนถึงปี 2514 ซึ่งเป็นช่วงที่ราคาทองคำในตลาดโลกมีราคาคงที่ ช่วงที่สองคือ คือตั้งแต่ปี 2514 จนถึงปัจจุบัน เป็นช่วงที่ราคาทองคำในตลาดโลกเคลื่อนไหวเสรีไปตามสภาพของตลาด รายละเอียดในแต่ละช่วง มีดังนี้

ราคาทองคำในตลาดโลกช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ถึงปี 2514
          ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ระบบมาตรฐานทองคำ (Gold standard) ซึ่งเป็นระบบการ เงินที่ทั้งโลกได้ใช้ ร่วมกันได้ล่มสลายไป หลังจากนั้นไม่มีระบบการเงินใช้ร่วมกัน ทำให้อัตราแลกเปลี่ยนของเงินสกุลต่างๆ มีความ ผันผวน ประเทศต่าง ๆ พยายามลดค่าเงินแข่งกันเพื่อชิงความได้เปรียบด้านการค้าระหว่างประเทศ จึงสร้าง ปัญหาด้านการค้าและการพัฒนาประเทศ ดังนั้น เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง ประเทศสหรัฐอเมริกา อังกฤษและฝรั่งเศส จึงได้สร้างระบบการเงินของโลกมาใช้ร่วมกันแทนระบบมาตรฐานทองคำ เรียกว่า “Bretton Woods System” หรือมีชื่อเรียกอีกชื่อว่า “ระบบปริวรรตทองคำ (Gold Exchange Standard)” พร้อมกับได้ตั้ง “กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund)” หรือ เรียกย่อว่า IMF มาดูแล สาระสำคัญของ ระบบนี้มี 3 ข้อ

          ข้อแรก ประเทศสมาชิกต้องกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนเงินสกุลของประเทศกับดอลล่าร์สหรัฐให้คงที่ หรือ เรียกว่า ค่าเสมอภาค (par value) โดยธนาคารชาติของประเทศสมาชิกต้องจัดตั้ง “กองทุนรักษาระดับ อัตราแลกเปลี่ยน (Exchange Stabilization Fund)” เพื่อคอยแทรกแซงไม่ให้อัตราแลกเปลี่ยนผันผวนออกจากค่า เสมอภาคที่กำหนด

          ข้อสอง ประเทศสมาชิกต้องปล่อยให้มีการแลกเปลี่ยนระหว่างเงินตรา ของตัวเอง กับดอลลาร์ สหรัฐอย่างเสรี

          ข้อสาม ประเทศสหรัฐอเมริกาประกาศอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างดอลลาร์สหรัฐกับทองคำคงที่ณ.อัตรา 35 ดอลลาร์สหรัฐต่อทองคำหนัก 1 ออนซ์ (ounce) และประเทศสหรัฐจะยอมให้ประเทศต่างๆ นำเงินดอลลาร์ สหรัฐมาแลกกับทองคำ ณ อัตราแลกเปลี่ยนที่กำหนดแบบไม่มีเงื่อนไข ซึ่งเท่ากับว่า ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นประเทศเดียวในโลกที่ใช้ระบบมาตรฐานทองคำ หมายความว่า เงินดอลลาร์สหรัฐที่พิมพ์ออกมาจะต้องมีทอง คำหนุนหลัง ส่วนเงินสกุลอื่นของโลกเป็นเพียงแค่เงินกระดาษ เงินดอลลาร์สหรัฐจึงกลายมาเป็นเงินสกุลหลัก ที่ทั่วโลกใช้ในการชำระหนี้ระหว่างกัน ทุุกประเทศเชื่อมั่นในค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ และสะสมเป็นทุนสำรอง ระหว่างประเทศ

         ภายใต้ระบบการเงินแบบ Bretton Woods มีผลทำให้ราคาทองคำในตลาดโลกไม่เคลื่อนไหวคือถูกตรึง ไว้ที่ 35 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์เท่ากับอัตราการแลกเปลี่ยนระหว่างดอลลาร์สหรัฐกับทองคำที่ประเทศสหรัฐ กำหนด มองอีกแง่มุมหนึ่ง เท่ากับว่าประเทศสหรัฐได้เข้ามากำหนดราคาทองคำในตลาดโลกโดยปริยาย ดังจะ เห็นได้ว่า ราคาทองคำในตลาดโลกในช่วงที่ใช้ระบบ Bretton Woods คือระหว่างปี 2490 – 2513 เคลื่อนไหว เล็กน้อยรอบ ๆ ค่า 35 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ดูตารางที่ 1 ประกอบ) ในช่วงเวลานี้ การถือครองดอลลาร์สหรัฐจะดี กว่าการถือทองคำ เพราะการถือครองหรือการสะสมดอลลาร์สหรัฐจะได้รับดอกเบี้ย แต่การถือครองทองคำจะไม่ ได้รับผลตอบแทนในรูปของผลต่างของราคาซื้อและราคาขาย (capital gain) ทั้งนี้เพราะราคาทองคำไม่เคลื่อน ไหว

ตารางที่ 1: ราคาทองคำแท่งในตลาด โลกตั้งแต่ปี 2490 - 2513 ปี

 

ราคา
($/ounce)

ปี

ราคา
($/ounce)

ปี

ราคา
($/ounce)

2490

34.71

2498

35.03

2506

35.09

2491

34.71

2499

34.99

2507

35.10

2492

31.69

2500

34.95

2508

35.12

2493

34.72

2501

35.10

2509

35.13

2494

34.72

2502

35.10

2510

34.95

2495

34.60

2503

35.27

2511

38.69

2496

34.84

2504

35.25

2512

41.09

2497

35.04

2505

35.23

2513

35.94

 

 

 

 

 

 

ที่มา: www.kitco.com
หมายเหตุ ราคาทองคำที่นำเสนอโดย
kitco.com เป็น ราคาอ้างอิงในตลาดลอนดอน ซึ่งรู้จักกันในนาม “London fixing price” ซึ่งเป็นราคาที่ใช้อ้างอิงของตลาดโลกของทองคำ

       ในช่วงเวลาเดียวกัน ราคาทองคำในตลาดประเทศไทยก็จะไม่เคลื่อนไหว ทั้งนี้เพราะประเทศไทยต้องนำ เข้าทองคำแท่งจากต่างประเทศ ทองคำน้ำหนัก 1 ออนซ์ เทียบเป็นหนักทองคำในบ้านเราจะประมาณ 2 บาท2 อัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐในช่วงนี้เฉลี่ยประมาณ 22 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ต้นทุนการ นำเข้าทองคำจากต่างประเทศที่ราคา 35 ดอลลาร์สหรัฐคิดเป็นเงินบาทจะมีค่าประมาณ 770 บาทต่อทองคำ แท่งหนัก 2 บาท ถ้ารวมต้นทุนด้านอื่นๆ ประมาณ 800 บาทต่อทองคำหนัก 2 บาท หรือประมาณ 400 บาทต่อ ทองคำหนัก 1 บาท ซึ่งจะเป็นราคาทองคำแท่งเฉลี่ยในบ้านเราในช่วงปี 2490 -2513 (ดูตารางที่ 2 ประกอบ)

ตารางที่ 2: ราคาทองคำแท่งในประเทศไทยเฉลี่ยต่อปี ช่วงปี 2508 - 2551 ปี

 

ราคา
(บาท/บาท)

% เปลี่ยนแปลง

ปี

ราคา
(บาท/บาท)

% เปลี่ยนแปลง

2508

416

-

2529

4,708

10.2

2509

414

-0.5

2530

5,614

19.2

2510

416

0.5

2531

5,644

0.5

2511

451

8.4

2532

5,004

-11.3

2512

476

5.5

2533

4,916

-1.8

2513

416

-12.6

2534

4,615

-6.1

2514

451

8.4

2535

4,375

-5.2

2515

576

27.7

2536

4,467

2.1

2516

912

58.3

2537

4,745

6.2

2517

1,497

64.1

2538

4,712

-0.7

2518

1,580

5.5

2539

4,792

1.7

2519

1,379

-12.7

2540

4,869

1.6

2520

1,519

10.2

2541

5,748

18.1

2521

1,982

30.5

2542

5,144

-10.5

2522

3,063

54.5

2543

5,426

5.5

2523

5,660

84.8

2544

5,766

6.3

2524

4,869

-14.0

2545

6,355

10.2

2525

4,229

-13.1

2546

7,167

12.8

2526

4,791

13.3

2547

7,844

9.4

2527

4,233

-11.6

2548

8,555

9.1

2528

4,274

0.9

2549

10,880

27.2

ราคาทองคำในตลาดโลกหลังปี 2514 – 2551

      ระหว่างปี 2503 - 2513 ประเทศสหรัฐอเมริกาประสบกับปัญหาการขาดดุลการบัญชีเดินสะพัดและการ ขาดดุลง บประมาณแผ่นดินอย่างเรื้อรังและขยายเพิ่มมากขึ้น เป็นผลมาจากการที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกาใช้จ่าย อยางมหาศาล ในการทำสงครามเกาหลี สงครามเวียตนามและทำสงครามเย็นกับประเทศสหภาพโซเวียตและ ประเทศจีน ในการ แย่งชิงประเทศเพื่อให้มีการปกครองในระบอบที่ตนเองใช้ สภาพดังกล่าวทำให้ภาระหนี้ของ ประเทศสหรัฐอเมริกา และของรัฐบาลปรับเพิ่มสูงขึ้น นับตั้งแต่ปี 2510ทั่่วโลกเริ่มขาดความเชื่อมั่นในฐานะของ ประเทศ สหรัฐอเมริกา และ เงินดอลลาร์สหรัฐทำให้เกิดการเก็งกำไรในค่าเงินดอลลาร์สหรัฐว่าจะลดค่าลง ประเทศต่างๆ จึงนำเงิน ดอลลาร์ สหรัฐที่สะสมไว้มาแลกเป็นทองคำ จึงเกิดการไหลออกของทองคำไหลออก จากประเทศสหรัฐจำนวนมาก ในเดือน สิงหาคม 2514 ประธานาธิบดี Richard M. Nixon ได้ประกาศนโยบาย ทางเศรษฐกิจใหม่ สาระ สำคัญส่วนหนึ่งของ นโยบายใหม่ คือยกเลิกการแลกเปลี่ยนระหว่างดอลลาร์กับทองคำ การประกาศนี้จึงเท่ากับ เป็นการสิ้นสุดระบบการ เงินแบบ Bretton Woods หลังจากระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบ Bretton Woods ยุติลง ในปี 2514 เท่ากับว่า ราคาทองคำที่ถูกตรึงไว้โดยประเทศสหรัฐยกเลิกไปโดยปริยาย ทำให้ราคาทองคำผันผวน ไปตามกลไกตลาดแต่สภาพของตลาดในขณะนั้นเกิดการตื่นตระหนกและขาดความเชื่อ
มั่นในดอลลาร์สหรัฐจึง ทำให้เกิดการเปลี่ยนจากถือครองดอลลาร์สหรัฐมาเป็นทองคำ ทำให้ราคาทองคำในตลาด โลกปรับตัวสูงขึ้นมาก ในช่วง 3 ปีแรกหลังจากที่ประเทศสหรัฐประกาศยกเลิกการแลกดอลลาร์สหรัฐกับทองคำ ราคาทองปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องคือเพิ่มขึ้นร้อยละ 45, 67 และ 64 ต่อปีในปี 2515, 2516 และ 2517 ตามลำดับ (ดูตารางที่ 2 ประกอบ) หลังจากนั้น ราคาทองคำมีทิศทางปรับตัวสูงขึ้นมาโดยตลอด แต่มีบาง ช่วงเวลาที่มีราคาผันผวนและปรับตัวลดลง มีบางช่วงเวลาที่น่าสนใจที่ควรกล่าวถึง ดังนี้ ในปี 2523 เป็นปีที่ราคา ทองคำปรับตัวสูงขึ้นสูงสุดในประวัติศาสตร์ ในเดือนมกราคมราคาทองปรับสูงขึ้นอยู่ที่ 850 ดอลลาร์สหรัฐต่อ ออนซ์ (หรือคิดเป็นราคา 2,100 ดอลลาร์สหรัฐตามราคาปี 2549) สาเหตุที่ทำให้ราคาทองสูงขึ้น เป็นผลมาจาก อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นที่มีสาเหตุมาจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น พร้อมเกิดปัญหาทางการเมืองระหว่างประเทศ กล่าวคือ ประเทศสหภาพโซเวียตบุกยึดอาฟกานิสถาน และเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองในประเทศอิหร่านราคา ทองคำ เฉลี่ยทั้งปี 2523 ปรับตัวสูงขึ้นเกือบเท่าตัว ช่วงตั้งแต่ปี 2540 - 2544 ราคาทอง ปรับตัวลดลงทุกปี (ดูตารางที่ 3 ประกอบ) เหตุผลเพราะมีการขายทองจากกลุ่มประเทศต่างๆ กันมาก เริ่มจากกลุ่มประเทศในเอเซีย ที่ได้รับ ผลกระทบจากกวิกฤตการเงินในปี 2540 ประเทศในเอเชียขาดดอลลาร์สหรัฐ บางประเทศเช่น ประเทศ เกาหลีใต้ระดมซื้อทองมาจากประชาชนแล้วนำมาขายในตลาดโลกเพื่อหาเงินดอลลาร์ ประเทศอินโดนีเซีย ก็ดำเนินการในทำนองเดียวกัน จากนั้นในปี 2541 เกิดวิกฤตค่าเงินรูเบิลของประเทศรัสเซีย ในปี 2542 ประเทศ ในสหภาพยุโรปจำนวน 11 ประเทศได้เริ่มใช้เงิน “ยูโร” ร่วมกันเป็นครั้งแรก มีการจัดตั้งธนาคารชาติของกลุ่ม สหภาพยุโรปที่เรียกว่า “European Central bank (ECB)” มีการรวมทุนสำรองระหว่างประเทศเข้าด้วยกัน ซึ่งส่วน หนึ่งของทุนสำรองระหว่างประเทศคือ ทองคำ ทำให้ปริมาณทุนสำรองของ ECB ในรูปของทองคำมีจำนวนมาก ECB ต้องการขายทองคำบางส่วนออกไป ทำให้มีการคาดเดาว่าราคาทองคำจะปรับตัวลดลง จึงมีการชิงขาย ทองคำก่อน เช่น ธนาคารชาติของอังกฤษ และธนาคารชาติของประเทศสวิสเซอร์แลนด์ เป็นต้น นอกจากนี้ยัง มีปัจจัยที่กดดันให้ราคาทองคำลดลง คือ ผลตอบแทนในตลาดทุนได้แก่ ตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ ปรับตัว ดีขึ้น ทำให้มีการขายทองแล้วมาลงทุนในตลาดทุนแทน

ตารางที่ 3: ราคาทองคำในตลาดโลกเฉลี่ยต่อปี ช่วงปี 2510 – 2551

 

ราคา
($/ounce)

% เปลี่ยนแปลง

ปี

ราคา
($/ounce)

% เปลี่ยนแปลง

2510

35

0

2531

437

-2

2511

39

11

2532

381

-13

2512

41

5

2533

384

0.7

2513

36

-12

2534

362

-6

2514

40

11

2535

344

-5

2515

58

45

2536

360

5

2516

97

67

2537

384

7

2517

159

64

2538

384

0

2518

161

1

2539

388

1

2519

125

-22

2540

331

-2

2520

148

18

2541

294

-11

2521

193

30

2542

279

-5

2522

307

59

2543

279

0

2523

613

99

2544

271

-3

2524

460

-25

2545

310

14

2525

376

-18

2546

363

17

2526

424

13

2547

410

13

2527

360

-15

2548

445

8

         นับตั้งแต่ปี 2545 เป็นต้นมา ราคาทองคำกลับมาปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้งและปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจน ถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นผลมาจากอุปสงค์ของทองคำสูงขึ้นอย่างมาก ปัจจัยที่ทำให้อุปสงค์ของทองคำเพิ่มขึ้น มากใน ช่วงนี้ ได้แก่

        ประการแรก เศรษฐกิจของประเทศเอเชีย โดยเฉพาะจีนและอินเดีย ที่มีอัตราการเติบโตในระดับสูง อย่างต่อเนื่อง ทำให้มีความต้องการซื้อทองคำเพิ่มขึ้น ประเทศอินเดีย และประเทศจีนเป็นประเทศมีการบริโภค ทองคำเพื่อนำไปเป็นเครื่องประดับมากที่สุดของโลก กล่าวคือ  ในปี 2550 ประเทศอินเดีย บริโภคทองคำ เพื่อ เป็นเครื่องประดับ 558 ตัน รองลงมาคือประเทศจีนจำนวน 331 ตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นอันดับ สามใช้ ทองคำประมาณครึ่งหนึ่งของอินเดีย อันดับสี่คือกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง

        ประการที่สอง เกิดจากความไม่มั่นใจในค่าเงินดอลลาร์ อันเป็นผลมาจากการขาดความสมดุลของโลก
 (global imbalance)3 ทำให้มีการลดการถือครองดอลลาร์สหรัฐมาถือทองคำมากขึ้นประการที่สาม อัตรา
ดอกเบี้ยในตลาดโลกอยู่ในระดับต่ำทำให้มีการเคลื่อนย้ายเงินจากธนาคารพาณิชย์มาสู่ตลาดทองคำมากขึ้น
 โดยผ่านกองทุนทองคำที่มีการจัดตั้งกันมากในประเทศต่าง ๆ ประการที่สี่ เกิดจากการเก็งกำไรของกองทุน
hedge funds ประการที่ห้า เกิดความกังวลเรื่องภาวะเงินเฟ้อ อันเนื่องจากการที่ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นสูง
มากที่สุดในประวัติศาสตร์อย่างที่ไม่เคยมีการคาดเดามาก่อน การถือทองคำเป็นการป้องกันผลกระทบของ
ภาวะเงินเฟ้อได้ดี จากสภาพดังกล่าวทำให้ ราคาทองคำในตลาดโลกปรับตัวเกินกว่าที่ทุกคนจะคาดคิด วันที่
17 มีนาคม 2551 ราคาทองคำปรับตัวสูงสุดเป็นประวัติการณ์คือ 1,011 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ สถานการณ์
ราคาทองหลังวิกฤตซับไพรม์คือนับตั้งแต่กลางปี 2551 ปรับตัวลดลงเล็กน้อย หลังจากนั้นราคาทองก็ปรับตัวสูง ขึ้นจนถึงปัจจุบัน (ดังแสดงในภาพ


         สำหรับราคาทองคำแท่งในบ้านเราในช่วงตั้งแต่ปี 2545 ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาในตลาดโลก
( ดูตารางที่ 2 ประกอบ) เมื่อต้นปี 2551 เมื่อราคาทองคำในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นเกินกว่าระดับ 1,000 ดอลลาร์สหรัฐต่ออนซ์ ทำให้ราคาทองคำในประเทศไทยปรับตัวสูงขขึ้นเกินกว่าระดับบาทละ 15,000 บาทเป็น ครั้งแรกของประวัติศาสตร์ราคาทองคำในบ้านเราคือมีราคาขายเท่ากับบาทละ 15,150 (วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2552) ราคาทองคำแท่งซื้อขายในประเทศไทยกลับมามีราคาขายเกินกว่าระดับบาทละ 15,000 บาทอีกครั้ง (15,400 บาท) อย่างไรก็ตาม ราคาทองคำแท่งในตลาดโลกเดือนกุมภาพันธ์ 2552 อยู่ที่ 947 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อออนซ์ ซึ่งต่ำกว่าเมื่อต้นปี 2551 เหตุผลที่ทำให้ราคาทองคำแท่งในเดือนกุมภาพันธ์ 2552 สูงกว่าราคาขาย ในเดือนมีนาคม 2551 เพราะอัตราแลกเปลี่ยนแตกต่างกัน กล่าวคือ อัตราแลกเปลี่ยนระหว่าง บาทกับดอลลาร์ สหรัฐในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2552 อยู่ที่ 35.16 ขณะที่วันที่ 17 มีนาคม 2551 อยู่ที่ 31.52 บาท

ราคาทองคำในอนาคต
         ราคาทองคำในอนาคตจะสูงมากเพียงใด ขึ้นอยู่กับปัจจัยที่อยู่เบื้องหลังการขับเคลื่อนของราคาทอง
จากการทบทวนการเคลื่อนไหวของราคาทองในอดีต สรุปได้ว่ามี 8 ปัจจัย ได้แก่ อัตราดอกเบี้ย อัตราการ
ขยายตัวของเศรษฐกิจโลก ความเชื่อมั่นในค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ อัตราเงินเฟ้อ ผลตอบแทนของการลงทุน
ในตลาดทุน การเก็งกำไรของกลุ่ม hedge funds การตัดสินใจซื้อหรือขายของสถาบันที่สะสมทองคำ และ
ความขัดแย้งการเมืองระหว่างประเทศ ทิศทางของปัจจัยทั้ง 8 ประการและผลต่อราคาทองคำในอนาคต สรุป
ได้ดังนี้

  1. อัตราดอกเบี้ย ผลของการกอบกู้ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก ทำให้ธนาคารชาติ ของ ประเทศต่างๆ ต้องลดอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับต่ำสุดและคงดำรงอยู่จนกว่าภาวะเศรษฐกิจจะดีขึ้น ซึ่งคงต้องใช้ เวลาอย่างน้อยสองถึงสามปี ภาวะที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำนี้จะทำ ให้มีการเคลื่อนย้าย เงินทุนจากตลาดเงินเข้า มาลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงินที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า เช่น อสังหาริมทรัพย์ หุ้น ตราสารหนี้ และทองคำเป็นต้น แต่สภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันผลตอบแทนในสินทรัพย์อื่นๆ คงให้ผล ตอบแทนต่ำเมื่อเทียบกับทองคำ ประกอบกับ ได้มีการจัดตั้งกองทุนทองคำมาก ขึ้นทั่วโลกรวมทั้ง ใน ประเทศไทย จึงช่วยให้ประชาชนเข้าถึงการถือครองทองคำ ได้มากขึ้น และช่วยเพิ่มอุปสงค์ทองคำ ปัจจัยเรื่องดอกเบี้ยต่ำจะผลักดันให้ราคาทองคำสูงขึ้น

         2 อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ เป็นปัจจัยที่สำคัญในการทำให้ราคาทองในช่วงเจ็ดปีที่ผ่านมาสูงขึ้น ประเทศอินเดียและประเทศจีนเป็นประเทศที่มีการเติบโตในระดับสูงและเป็นประเทศที่มีการบริโภคทองคำสูง
สุดในโลก ประชาชนของทั้งสองประเทศมีความต้องการซื้อทองคำในฐานะเครื่องประดับ ซึ่งอุปสงค์ของทองคำ เพื่อเป็นเครื่อง ประดับมีสัดส่วนสูงที่สุดคือประมาณร้อยละ 70 รองลงมาคืออุปสงค์ทองคำที่ใช้ในการภาค
อุตสาหกรรม เช่น ชิ้นส่วน คอมพิวเตอร์หรืออิเลกโทรนิกส์ประมาณร้อยละ 12 ซื้อทองเพื่อการลงทุนร้อยละ 18 การที่ภาวะเศรษฐกิจของอเมริกา และยุโรปตกต่ำ และดึงให้เศรษฐกิจของประเทศเอเชียตกต่ำตามไปด้วย จะทำให้อุปสงค์ในการซื้อ ทองคำเพื่อ ทำเครื่องประดับและเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมซึ่งมีสัดส่วนที่สูงลดลง จะเป็นปัจจัยฉุดที่ทำให้ราคาทองคำไม่สูงขึ้น (สำหรับอุปสงค์ของทองคำเพื่อการลงทุนคงไม่ลด อ่านเหตุผลในข้ออื่นประกอบ)

        3 การขาดความเชื่อมั่นในเงินดอลลาร์สหรัฐ เป็นอีกปัจจัยที่มีบทบาทสำคัญที่ทำให้ราคาทองคำสูงขึ้น เงิน
ดอลลาร์สหรัฐมี 2 บทบาทบทบาทแรก เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน (medium of exchange) บทบาทที่ สอง คือใช้สะสมความมั่งคั่ง บทบาทที่สองของดอลลาร์สหรัฐเริ่มลดบทบาทลง เนื่องจากทิศทางของเงิน ดอลลาร์สหรัฐ มีแนวโน้มจะเสื่อมค่าลงเรื่อยๆ ดังนั้น สถาบันหรือประชาชนที่สะสมดอลลาร์ไว้ จึงลดการถือ ครองดอลลาร์สหรัฐ ให้ไปเป็นสินทรัพย์อย่างอื่น เช่น เงินสกุลที่มีอนาคตดี เช่น เงินสกุลเอเชีย โดยเฉพาะ อย่างยิ่งธนาคารชาติของ ประเทศต่างๆ ที่ปรับพอร์ตเงินทุนสำรองระหว่างประเทศมาถือครองทองคำมากขึ้น
ลดการถือครองดอลลาร์สหรัฐ มีการประมาณว่า ธนาคารชาติสะสมทุนสำรองในรูปทองคำประมาณร้อยละ 10 ทองคำเป็นอีกสินทรัพย์หนึ่งที่ประชาชนนิยมถือครองเพื่อรักษามูลค่าของสินทรัพย์ที่สะสม ที่ผ่านมา บทบาท ของทองคำในฐานะเป็นสินทรัพย์สะสมค่าได้พิสูจน์ให้เห็นว่า แม้ราคาทองคำจะผันผวนในบางช่วงเวลา แต่อำนาจ ซื้อที่แท้จริง (real purchasing power) ของทองไม่ได้ลดลง ในรอบทศวรรษที่ผ่านมาความเชื่อมั่นในประเทศ สหรัฐอเมริกาและค่าเงินดอลลาร์สหรัฐลดลง และถ้านำวิกฤตซับไพรม์มาพิจารณาร่วมด้วย จะยิ่งตอกย้ำถึงความ ไม่เชื่อมั่นในเงินดอลลาร์สหรัฐมากยิ่งขึ้น ข้อเท็จจริงอีกประการหนึ่งคือ เงินสกุลต่าง ๆ ต่างเติบโตมาจาก การยึดโยงกับทองคำ เงินดอลลาร์สหรัฐเข้ามาบทบาทหลังสงครามโลกครั้งที่สองก็ยังต้องอิงกับทองคำ ดังนั้น เมื่อใดก็ตามที่คนขาดความเชื่อมั่นในค่าเงินก็จะหันมาถือทองคำแทน ปัจจัยเรื่องนี้จะเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญ ที่จะทำให้ราคาทองทรงตัวอยู่ในระดับในระดับสูงและจะปรับ ตัวเพิ่มขึ้นในระยาว

         4 อัตราเงินเฟ้อ เป็นภาวะที่ทำให้ค่าเงินเสื่อมค่าหรืออำนาจซื้อของเงินเสื่อมค่าวิธีการป้องกันแนวทางหนึ่ง คือหันไปซื้อสินทรัพย์ที่ค่าของมันไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อ ทองคำเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ประเภทดัง กล่าวที่สามารถป้องกันหรือรักษาค่าเงินไม่ให้เสื่อม ดังนั้น ในอดีต เราจึงเห็นว่าทุกครั้งที่ราคาน้ำมันดิบในตลาด โลกปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งมีผลทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ ราคาทองคำก็จะปรับตัวสูงตามไปด้วย สถานการณ์เงินเฟ้อใน ปัจจุบันและอนาคตระยะปานกลางคงไม่เกิดขึ้น เนื่องจากราคาน้ำมันปรับตัวลดลงมาก และภาวะเศรษฐกิจทั่วโลก ถดถอย

         5 ผลตอบแทนระหว่างหุ้น ตราสารหนี้ และทองคำ สินทรัพย์ทั้งสามให้ผลตอบแทนต่อผู้ที่สะสมความมั่งคั่ง ในรูปของสินทรัพย์ทางการเงินทั้งสาม นักลงทุนสามารถเลือกถือสินทรัพย์ทั้งสามและปรับเปลี่ยนตลอดเวลาตาม การขึ้นลงของผลตอบแทนของสินทรัพย์แต่ละชนิด ถ้าผลตอบแทนของหุ้นและตราสารหนี้ดี คนก็จะกระจายถือ ครองในสินทรัพย์ทางการเงินทั้งสองมากขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่ลดการถือครองทองคำ สถานการณ์ปัจจุบัน และ แนวโน้ม ในระยะสองสามปีต่อไป ผลตอบแทนของหุ้นและตราสารหนี้คงอยู่ในเกณฑ์ที่ไม่ค่อยดี โอกาสที่คนจะ หันมาลงทุนในทองคำจึงมีสูง ประกอบกับกองทุนบำเหน็จบำนาญ (pension funds) เดิมมีนโยบาย การลงทุน เฉพาะหุ้นและตราสารหนี้เป็นหลัก แต่ปัจจุบันเริ่มมีแนวโน้มจะหันมาลงทุนในทองคำมากขึ้น เพื่อป้องกันความ เสี่ยง รวมทั้งเพิ่มผลตอบแทน ซึ่งก็จะเป็นปัจจัยที่จะส่งผลให้ราคาทองคำสูงขึ้น

        6 การเก็งกำไรของกลุ่ม Hedge Funds เป็นอีกปัจจัยที่ผลลักดันที่ทำให้ราคา ทองคำและน้ำมันปรับตัวสูง ขึ้น ตลอดช่วงเจ็ดปีที่ผ่านมา ซึ่งผลตอบแทนของทองคำอยู่ในเกณฑ์สูงมาก(ดูตารางที่ 2 ประกอบ) แรงเก็ง กำไรของกองทุนเหล่านี้คงลดลงมาก เนื่องจากที่ผ่านมาแม้ว่ากองทุนเหล่านี้มีจะมีกำไรจากการซื้อขายทองคำ แต่ขาดทุนอย่างมหาศาลจากการลงทุนในตราสารหนี้ที่เชื่อมโยงกับสินเชื่อซับไพรม์ ดังนั้น แรงกดดันทำให้ราคา ทองสูงขึ้นจากกลุ่มนี้จึงนาจะลดลง

        7การตัดสินใจซื้อหรือขายของสถาบันที่สะสมทองคำ ซึ่งได้แก่ธนาคารชาติของแต่ละประเทศ หรือ IMF
เป็นต้น ตัวอย่างเช่น ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจในเอเชียปี 2540 ธนาคารชาติของหลายประเทศในเอเชียนำทอง มาขายเพื่อเติมดอลลาร์สหรัฐให้กับระบบเศรษฐกิจ หรือกรณีที่มีข่าวว่า IMF จะนำทองคำมาขาย จะส่งผลให้ราคา ทองลดลง ปัจจัยในส่วนนี้ยากที่จะคาดคะเนว่า สถาบันเหล่านี้จะตัดสินใจอย่างไร แต่ภายใต้ ภาวะวิกฤตที่กำลัง เกิดขึ้นและมีแนวโน้มว่าต้องใช้เวลา โอกาสที่ธนาคารชาติของประเทศในยุโรปและ ธนาคารชาติในอเมริกา รวมทั้งองค์กรระหว่างประเทศ (IMF และ BIS) สถาบันเหล่านี้จะขายทองจะมีมาก ขณะที่ธนาคารชาติของกลุ่ม ประเทศเอเชียและตะวันออกกลางมีแนวโน้มจะซื้อเก็บก็มีมากเช่นกัน

         8 สงครามหรือการขัดแย้งการเมืองระหว่างประเทศ จะมีผลต่อราคาทองคำ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าคู่กรณี
เป็นเจ้าของบ่อน้ำมัน สถานการณ์การขัดแย้งของประเทศในตะวันออกกลางยังคงดำรงอยู่ และพร้อมที่จะ เกิดขึ้น ได้ตลอดเวลา ดังนั้น จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะผลักดันให้ราคาทองอยู่ในระดับสูง

        สรุปปัจจัยทั้ง 8 ประการจะปัจจัยที่ส่งผลทำให้ราคาทองสูงขึ้นมี 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ อัตราดอกเบี้ย อัตรา เชื่อมั่นของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ และผลตอบแทนจากการถือทองคำ ขณะเดียวกันก็มี 3 ปัจจัยที่อาจส่งผลให้ ราคาทองคำไม่ปรับตัวสูงขึ้น ได้แก่ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจอัตราเงินเฟ้อ และ การเก็ง กำไรของ hedge funds สำหรับปัจจัยเรื่องพฤติกรรมการซื้อหรือขายทองคำและปัจจัยด้านการเมืองยังไม่สามารถสรุปได้ว่าจะเป็น ไปในทิศทางใด การวิสรุปในภาพรวม ราคาทองในอนาคต (2-3 ปี) คงจะทรงในระดับสูงโดยมีอัตราการเพิ่มทิศทาง เป็นบวก แต่จะไม่สูงเหมือนกับช่วงห้าหกปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม มีข้อควรตระหนักว่า ในระยะสั้น ๆ คือในระหว่างปี จะมีการขึ้นลงของราคาทองคำเกิดขึ้น เพราะเนื่องจากทองคำ เป็นสินทรัพย์ที่มีอนาคตมากกว่า สินทรัพย์อย่างอื่น จึงทำให้มีการเก็งกำไรในตลาดทองคำสูงเมื่อ เปรียบเทียบกับตลาดสินทรัพย์อื่น

บทสรุป ทองนั้นสำคัญไฉน
        ในภาวะที่มีปัญหากับระบบทุนนิยม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งถือว่าเป็นศูนย์กลางของ
ระบบทุนนิยมโลกและเป็นต้นตำหรับหรืออาจารย์ใหญ่ของโลกทุนนิยมต้องประสบปัญหาเศรษฐกิจเสียเอง
ทำให้ความเชื่อมั่นในระบบทุนนิยม ซึ่งหมายถึงความเชื่อมั่นสถาบันการเงิน ตลาดเงิน ตลาดทุน ตลาดตรา
สารหนี้ลดลง รวมทั้งความเชื่อมั่นของค่าเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ สิ่งเดียวที่ประชาชนยังคงเชื่อมั่นคือ ทองคำ
ถึงขนาดมีการกล่าวกันเล่นๆ ว่า ในภาวะวิกฤตมีสิ่งเดียวที่จะไว้ใจได้คือ ทองคำ ไม่ใช่สินทรัพย์อย่างอื่น หรือ
แม้แต่พระเจ้า “In Gold We Trust” ไม่ใช่ “In God We Trust” เคราะห์ดังกล่าวนี้ไม่ได้ให้น้ำหนักของแต่
ละปัจจัยว่าจะมีอิทธิผลมากน้อยขนาดไหน

 
hit counter